• slide1
  • slide2
  • slide3

TMS News : ข่าวสารคณะธรรมทูตไทย

บทเทศน์พระคาร์ดินัลเกรียงศักดิ์ โอกาสประชุมสมัชชาและเลือกตั้งอธิการเจ้าคณะธรรมทูตไทยท่านใหม่ 20 ม.ค. 2017

บทเทศน์พระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช
ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ในฐานะพระสังฆราช
ผู้ปกครองดูแลคณะธรรมทูตไทย โอกาสประชุมสมัชชา
และเลือกตั้งอธิการเจ้าคณะธรรมทูตไทยท่านใหม่
วันที่ 20 มกราคม 2017 ณ วัดแม่พระเหรียญอัศจรรย์
--------------------------------------------------

          พี่น้องสมาชิกคณะธรรมทูตไทย และผู้ร่วมงานที่รักทุกท่าน

          วันนี้ โอกาสประชุมสมัชชาคณะธรรมทูตไทยและได้มีการเลือกตั้งอธิการของคณะฯ บทอ่านพระวาจาพระเจ้าที่เราอัญเชิญมาอ่านวันนี้ ก็ไม่ได้มีการเลือกสรรใด ๆ พิเศษเป็นการเฉพาะ แต่พวกเราได้รับฟังบทอ่านประจำวันของพิธีกรรมวันนี้ วันศุกร์ สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา ปีคี่ นั่นเอง ซึ่งนับว่าเหมาะสำหรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเราคณะธรรมทูตไทยและผู้ร่วมพันธกิจทุกคนในช่วงนี้

          (1) บทอ่านที่ 1 อันเป็นบทอ่านจากจดหมายถึงชาวฮีบรู พูดกับพวกเราว่า “วันนั้นจะมาถึง เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชากรใหม่ของพระองค์” และวันนั้นก็มาถึงแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทรงทำพันธสัญญาใหม่กับประชากรใหม่ของพระองค์แล้ว ประชากรใหม่ของพระเจ้าก็คือพวกเราคริสตชนศิษย์ของพระองค์ทุกคน และพันธสัญญาใหม่ของพระองค์ก็หาใช่อื่นใดไม่ นอกจากบทบัญญัติใหม่แห่งความรักต่อกันที่พระเยซูคริสตเจ้าได้ทรงมอบไว้แก่พวเราทุกคน  เมื่อพระองค์ตรัสไว้ในพระวรสารว่า “เราให้บัญญัติใหม่ของเราแก่ท่าน ให้ท่านทั้งหลายรักกันและกัน อย่างที่เรา (พระเยซู) รักท่าน” “เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านทั้งหลายจงรักกันและกันอย่างนั้นด้วย”

          (2) พระวรสารตอนนั้นพูดถึง “อารยธรรมแห่งความรัก” ที่พระเยซูคริสตเจ้าได้ทรงนำเข้ามาในโลก และพระองค์ทรงปรารถนาให้บรรดาศิษย์ของพระองค์เป็นกลุ่มแรกที่ปฏิบัติต่อกันตามแนวทางดังกล่าวนั้น เพื่อก่อเกิดและขับเคลื่อนวิถีชีวิตใหม่นี้ ให้แพร่หลายกระจายตัวไปในสังคมโลกรอบข้าง เพราะนี่เป็นบทบัญญัติรักต่อเพื่อนมนุษย์ขั้นสูงสุดที่คนเราจะสามารถปฏิบัติต่อกันได้  พระองค์ตรัสว่า “พวกท่านจงรักกันและกัน ดังที่เรา (พระเยซู) รักท่าน” “ไม่มีความรักใดจะยิ่งใหญ่กว่าการสละพลีชีวิตเพื่อมิตรสหาย”

          ดังนั้น หากว่าพระเยซูเจ้า (พระองค์เอง) ได้ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อเรา และทรงสั่งพวกเราคริสตชนให้รักกันและกัน ดังที่พระองค์ได้ทรงรักเรา นั่นก็หมายความว่า พระเยซูเจ้าทรงพระประสงค์หรือทรงคาดคอยให้เราคริสตชนมีความรักต่อกันจนถึงขั้นนั้น จนถึงขั้นสละพลีชีวิตให้แก่กันและกันได้  มันหมายความว่าอย่างไร? สละชีวิตให้แก่กันและกันที่พ่อมักจะเน้นบ่อย ๆ มันควรเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือเป็นเพียงแค่การเปรียบเทียบ หรือเพียงพูดให้ดูท้าทาย อะไรทำนองนั้น เท่านั้น หรือเปล่า?  แน่นอนว่า ความรักต่อกันขั้นนั้นถือเป็นขั้นสูงสุด ตามพระดำรัสของพระเยซูเจ้าที่ตรัสตามต่อมาว่า “ไม่มีความรักใดจะยิ่งใหญ่กว่านี้ สละพลีชีวิตของตนเพื่อบุคคลที่ตนรัก”

          เมื่อเป็นเช่นนี้ พ่อจึงเป็นคนหนึ่งที่มักจะเน้นย้ำเป็นประจำ โดยใช้คำ 2 คำ เพื่ออธิบายการสละพลีชีวิตดังกล่าวว่ามี 2 แบบ คือ แบบ “จ่ายสด” สละชีวิตตายเพื่อกันและกันในทันทีทันใด  และแบบ “ผ่อนส่ง” สละชีวิตเพื่อกันและกัน ผ่อนส่งต่อเนื่องไปในชีวิตประจำวันจนตลอดชีวิต  ที่แยกเป็น 2 แบบนี้ ก็เพื่อยืนยันว่าเป็นการเรียกร้องความเสียสละในการ “สละชีวิต” จริง ๆ มิใช่สักแต่พูดให้ดูดีเท่านั้น  เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเรียกร้องเรา ให้ต้องเสียสละทั้งหมด “จ่ายสด” ในงวดเดียว

          ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องตั้งเป้าหมายให้ถึงขั้นสูงสุดเช่นนั้นไว้ก่อน เมื่อพระเจ้าจะทรงเรียกร้องจากเราถึงขั้นนั้นจริง เราจะได้ทำได้  และหากเราตั้งใจจริงจังเช่นนี้จนถึงขั้นนั้น ก็หมายความว่า การเสียสละสิ่งอื่น ๆ ที่เหลือ ที่เราจะถูกเรียกร้องจากความรักต่อเพื่อนมนุษย์ในชีวิตประจำวัน มันเล็กน้อยกว่านี้มาก มันยังไม่ถึงขั้นนี้ ไม่ถึงขั้นสละทั้งชีวิต เราก็น่าจะเสียสละให้กันและกันได้  อย่างเช่นการสละละความคิดเห็นของตนเอง การเสียสละความสะดวกสบาย การอดทน ยอมรับกัน ให้อภัยกัน การยอมเสียศักดิ์ศรี และอื่น ๆ ที่เหลือทั้งหมด ซึ่งยังไม่เรียกร้องถึงขั้นสละทั้งชีวิต เราแต่ละคนก็น่าจะเสียสละให้กันและกันได้

          ข้อคิดเหล่านี้มีไว้เพื่อช่วยพวกเราให้เติบโตมากขึ้นในความรักต่อกันในหมู่คณะนักบวช รวมทั้งคณะสงฆ์ ในครอบครัวคริสตชน ในชุมชนความเชื่อ เพื่อเราจะสามารถเข้ามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน ในการผลักดัน “อารยธรรมแห่งความรัก” ให้เกิดเป็นจริงขึ้นได้ในทุกแวดวงของพระศาสนจักรของเราได้ เพราะนี่เป็นประเด็นเรื่องความรักต่อกัน อันเป็นความรักต่อพี่น้องเพื่อนมนุษย์ขั้นสูงสุด

          (3) สมาชิกคณะธรรมทูตไทยและผู้ร่วมงานที่รักทุกท่าน จาก “บัญญัติรัก” ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงนำเข้ามาในโลก ทำให้เกิดมีกลุ่มคริสตชนแรกเริ่มแห่งกรุงเยรูซาเล็มขึ้น และที่เกิดเป็นดังนั้นได้ ก็เพราะมีเหตุการณ์ที่เราได้รับฟังในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาร์โกตอนของวันนี้ “พระเยซูเจ้าได้ทรงเรียกผู้ที่พระองค์ทรงต้องการให้มาพบ เขาเหล่านั้นก็มาเฝ้าพระองค์ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งอัครสาวก 12 คน ให้อยู่กับพระองค์ เพื่อจะส่งเขาออกไปเทศน์สอน”  ดังนั้น ชัดเจนแล้วว่า ก่อนหน้าที่จะมีชุมชนคริสตชนแรกเริ่มแห่งกรุงเยรูซาเล็ม บรรดาอัครสาวกทั้ง 12 ได้เริ่มดำเนินชีวิตตาม “อารยธรรมแห่งความรัก” นี้มาก่อนรอบ ๆ องค์พระเยซูเจ้า โดยมีพระเยซูเจ้า พระองค์เอง ทรงเป็นองค์แบบอย่าง ได้ทรงสอน ย้ำเตือน แก้ไข และพระองค์ทรงปรารถนาอย่างยิ่งให้พวกเขาทุกคนปฏิบัติเช่นนั้น

          ในสมัยพระเยซูเจ้าไม่มีบ้านเณรเล็ก ไม่มีบ้านเณรกลาง ไม่มีบ้านเณรใหญ่ ไม่มีบ้านโนวิส บ้านอบรมต่าง ๆ ในรูปแบบสถาบันอย่างปัจจุบัน พระองค์ได้ทรงเรียกบรรดาอัครสาวกมาและให้พวกเขาอยู่กับพระองค์ จากนั้น พระองค์ก็ทรงส่งพวกเขาออกไป  จากอัครสาวก 12 คน กลายเป็นกลุ่มศิษย์ 72 คน และจาก 72 คน ก็กลับกลายเป็นกลุ่มผู้ติดตามพระเยซูเจ้าจำนวน 500 คน ก่อนที่พระเยซูเจ้าจะเสด็จสู่สวรรค์  แล้วนั้น ชุมชนคริสตชนสมัยแรกเริ่มก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น และกลุ่มคริสตชนแรกเริ่มสมัยอัครสาวกนี้แหละที่ได้สร้างความประทับใจให้แก่ชาวยิวและชนชาติต่าง ๆ ที่ผ่านไปผ่านมา ติดต่อค้าขายและใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนแถบนั้น  แล้วนั้น พระศาสนจักรก็ได้เติบโต แผ่ขยายไปทั่วโลก พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน

          (4) สภาพระสังฆราชคาทอลิกไทยของเรามิได้นำสิ่งใดใหม่เข้ามาในพระศาสนจักร ตรงข้าม ได้พยายามเชิญชวนพวกเราคริสตชนคาทอลิกไทยในปัจจุบัน ให้ย้อนกลับไปดำเนินชีวิตแบบคริสตชนแรกเริ่มสมัยอัครสาวก โดยยึด “แก่นแท้” ของพระวรสารให้มั่นไว้ และพยายามทำให้เกิดเป็นชีวิตจริงภาคปฏิบัติขึ้น  ดังนั้น หากใครปฏิบัติวิถีชีวิตดังกล่าวนี้ ก็เป็นการปฏิบัติชีวิตคริสตชนธรรมดา ๆ นั่นเอง ที่พระเยซูคริสตเจ้าได้ทรงมอบให้แก่พระศาสนจักร และบรรดาอัครสาวกได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมา โดยที่พวกท่านเหล่านั้นได้เริ่มด้วยการดำเนินชีวิตตามวิถีงดังกล่าวร่วมกัน พร้อมกับองค์พระอาจารย์เจ้าของพวกท่าน

          (5) สมาชิกคณะธรรมทูตไทยและผู้ร่วมงานทุกท่าน พระวรสารวันนี้พูดถึงการเรียกอัครสาวกทั้ง 12 ของพระเยซูเจ้า พวกเราเองทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ ก็เป็นผู้ที่ “พระเยซูเจ้าได้ทรงเรียกมาด้วย” ให้พวกเรา “มาอยู่กับพระองค์”  จากนั้น “พระองค์ก็ทรงส่งพวกเราออกไปเทศน์สอน” พร้อมกับการดำเนินชีวิตเป็นพยาน  คำถามต่อไปของพ่อ คงจะสะเทือนใจพวกเราหลายคนเป็นพิเศษ และทุก ๆ คนด้วย เพราะพวกเราก็มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กับบรรดาอัครสาวกหลาย ๆ องค์มาก่อน

          (5.1) เริ่มจากเปโตร ที่คุยโวและชักดาบออกมาว่าจะปกป้องพระเยซูเจ้า แต่แล้วก็ได้ปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง และในขณะที่พระเยซูเจ้าถูกตรึงอยู่บนกางเขน เปโตรก็เป็นคนหนึ่งที่ “หายหัวไปด้วย” เป็นเปโตรคนนี้แหละ! ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงมอบฝากพระศาสนจักรของพระองค์ระดับสูงสุดไว้ในความดูแลของท่าน ทรงไว้วางใจให้ท่านเป็นประมุขคนแรกของพระศาสนจักรของพระองค์

          (5.2) มัทธิว (หรือเลวี) ก็เป็นอัครสาวกคนหนึ่งของพระเยซูเจ้า ก่อนหน้านั้น เขาเคยมีอาชีพเป็นคนเก็บภาษีมาก่อน สำหรับชาวยิวจะถือว่าคนเก็บภาษีเป็นคนบาป และอาชีพนี้ก็คงจะต้องถือว่าเป็นอาชีพของคนบาปจริง ๆ เพราะเป็นอาชีพที่มีโอกาสจะหาเงินทองและผลประโยชน์เข้าตัวได้มากมาย โดยอำนาจหน้าที่ที่มีเปิดโอกาสให้ มีทหารโรมันคอยคุ้มกัน แม้จะเป็นไปอย่างอยุติธรรมและผิดศีลธรรมด้วยก็ตาม

          (5.3) โทมัส ก็ศิษย์ที่หัวดื้อ เชื่อยาก ...

          (5.4) ยอห์นกับยากอบพี่ชาย ตอนที่มารดาของพวกเขาพามาฝากเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า ก็มีความคาดหวังว่าลูกทั้งสองของตนคงจะได้มีตำแหน่งสำคัญ จึงได้ออกปากขอตำแหน่งสำคัญให้ลูกทั้งสองอย่างออกหน้าออกตาทีเดียว ก่อให้เกิดความไม่พอใจจากบรรดาอัครสาวกคนอื่น ๆ  ยอห์นและยากอบพี่ชาย ในคราที่เดินทางผ่านเขตสะมาเรีย และชาวสะมาเรียไม่ต้อนรับ แสดงอาการรังเกียจ ทั้งคู่ก็ไปบอกพระเยซูเจ้าให้ขอไฟจากฟ้ามาเผาไอ้พวกนี้ให้วอดวายไปเลย  รวมทั้งยังเคยได้รับฉายาว่า “ลูกฟ้าผ่า”  ในคราที่คนอื่นที่ไม่ใช่ศิษย์ในกลุ่มพระเยซูเจ้าไล่ผีในนามของพระองค์ ก็ไปห้ามปรามเขาไม่ยอมให้ทำเช่นนี้ ศิษย์พระเยซูเจ้าระดับอัครสาวกแต่ละคน ล้วน HOT HOT ทั้งนั้น

          (5.5) เปาโล ผู้ได้รับฉายาว่าอัครสาวกแห่งนานาชาติ ก็ใช่ย่อย เริ่มต้นจากการเป็นศัตรูคู่อาฆาต เป็นพยานรู้เห็นในเหตุการณ์การทุ่มหินสเตเฟน ติดตามเบียดเบียนศิษย์พระเยซูเจ้า จับกุม คุมขัง ถือหมายไปตามล่าจนถึงดามัสกัต เป็นที่โจษขานและเกรงกลัวไปทั่ว

          (5.6) กระนั้นก็ตาม พระเยซูเจ้าก็ทรงเลือกคนประเภทนี้ให้มาเป็นศิษย์ใกล้ชิดของพระองค์ ให้พวกเขาเป็นอัครสาวก ทั้ง ๆ ที่ภูมิหลังของหลาย ๆ คน ก็เป็นประเภท “ข้าวตก” ทั้งสิ้น และพระเยซูเจ้าก็ทรง “เก็บข้าวตก” เหล่านี้มาทำประโยชน์  และคงเป็นเพราะเหตุนี้เองนั่นแหละ ที่ทำให้บรรดา “ศิษย์ข้าวตก” ทั้งหลาย ซาบซึ้งในพระเมตตารักของพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจเลยทีเดียว และก็เป็นพวกนี้เองอีกนั่นแหละ ที่ภายหลังจากผ่านเส้นทางเดินอันยาวไกลแห่งความผิดพลาด ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  เป็นพวกเขาเหล่านี้อีกนั่นแหละ ที่สำนึกในพระเมตตาไร้ขอบเขตของพระองค์ ได้กลับกลายเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ และอุทิศชีวิตทั้งหมดให้แก่พระองค์และพระวรสารจนถึงที่สุด

          (6) เมื่อพูดมาถึงบรรดา “ศิษย์ข้าวตก” เหล่านี้แล้ว ก็อยากจะขอนำประสบการณ์จริงของคน ๆ หนึ่งที่ได้สัมผัสพระเมตตาของพระเจ้าผ่านทางศีลอภัยบาป  จากนั้น สิ่งดี ๆ อีกหลายอย่างได้เกิดตามมาในชีวิตของเขา รวมทั้งกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์ และชีวิตสงฆ์ที่ดี ที่น่าชื่นชม อีกด้วย

          จอห์น อีแกน ได้ไปร่วมเข้าเงียบสำหรับนักเรียนมัธยมกับเพื่อนร่วมชั้นของเขา  ในวันสุดท้าย เขาตัดสินใจทำบางสิ่งที่เขาผัดผ่อนมานาน เขาตัดสินใจไปขอรับศีลอภัยบาป จอห์นสารภาพบาปอย่างละเอียด เขาสารภาพทุกบาปที่เขาจำได้อย่างซื่อตรง และเปิดเผยที่สุดเท่าที่เขาสามารถทำได้  จอห์นแปลกใจมากที่พระสงฆ์ไม่ได้พูดถึงบาปของเขาเลย แต่กลับพูดถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงมีต่อเขา

          จอห์นบรรยายเหตุการณ์ต่อมาไว้ในสมุดบันทึกชีวิตจิตของเขาว่า “ผมก้าวออกจากวัดน้อยด้วยความรู้สึกโล่งใจมาก และเดินออกไปภายนอก ไปสู่ความงามของธรรมชาติยามบ่ายวันนั้น ผมรับรู้อย่างชัดเจนถึงความสดชื่นงดงามของฤดูใบใม้ผลิในเดือนเมษายนนั้น ความยินดีเอ่อล้นจิตใจของผม และกระจายพล่านไปทั่วร่างอย่างไม่เคยประสบมาก่อน ต่างจากเหตุการณ์ที่ผมเคยพบมาก่อน ประสบการณ์นี้บริสุทธิ์และเข้มข้นมากกว่า

          ในขณะที่ผมกำลังเดินไปตามลำพัง และกำลังแปลกใจกับความใหม่ของทุกสิ่งทุกอย่าง ความชื่นชมยินดีอันบริสุทธิ์และเข้มข้นค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นและแผ่ขยายไป ผมไม่เคยมีความสุขมากเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต  ผมเดินเล่นไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้และไม่สนใจว่าเท้าของผมจะพาผมไปที่ไหน นานทีเดียวกว่าผมจะรู้ตัวว่า ผมกำลังเดินอยู่บนสนามกอล์ฟ ผมจำได้ว่าผมนอนลงบนบังเกอร์อย่างมีความสุข มองขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมกับอ้าแขนต้อนรับพระเจ้า  ผมจำไม่ได้ว่าผมนอนอยู่ที่นั่นนานเท่าไร จำได้เพียงว่า ผมรู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้ามาก”

          (7) พี่น้องพระสงฆ์ธรรมทูตครับ เรื่องราวของจอห์น อีแกน ไม่ได้จบลงแค่นั้น จากประสบการณ์การสารภาพบาปแบบเปิดใจหมดเปลือกต่อพระเมตตาของพระเจ้าของเขาครั้งนั้น ทำให้จอห์นได้สัมผัสกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์ของเขา และเขาได้ตัดสินใจตอบรับกระแสเรียกนั้นในเวลาต่อมา  คุณพ่อจอห์น อีแกน ได้เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย Marquelte ใน Milwan ท่านเสียชีวิตเมื่ออายุยังไม่มากนัก 50 กว่า ๆ เท่านั้น

          (7.1) เมื่อท่านได้อ่านข้อคิดเห็นของบางคนที่ขอบคุณพระสงฆ์ผิวดำอาวุโส นักเทศน์ท่านหนึ่งที่ได้เทศน์อย่างจับใจ โดยชื่นชมว่าพระสงฆ์ผิวดำท่านนั้นเป็นคนดี เป็นพระสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์  พระสงฆ์ผิวดำอาวุโสท่านนั้นก็ตอบเขาว่า “ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก พ่อเองก็เป็นคนอ่อนแอเหมือนทุก ๆ คน เป็นคนบาปเช่นกัน แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงปกพระหัตถ์ของพระองค์เหนือพ่อ และทั้งหมดก็ก่อเกิดผลในชีวิตของพ่อ จากการปกพระหัตถ์ของพระองค์ ผ่านทางมือของพระสงฆ์ท่านหนึ่ง  แล้วนั้น ชีวิตของพ่อก็เปลี่ยนแปลงไป”

          คุณพ่อจอห์น อีแกน ก็ได้แสดงความเห็นในประเด็นนี้เพิ่มเติมว่า “นั่นก็เป็นเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันที่ได้เกิดขึ้นในชีวิตของพ่อด้วย ในการเข้าเงียบครั้งนั้นสมัยที่อยู่ในชั้นมัธยมปลาย  องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงปกพระหัตถ์ของพระองค์ลงเหนือพ่อ โดยผ่านทางพระสงฆ์ท่านหนึ่ง และแล้ว ชีวิตพ่อทั้งหมดก็เปลี่ยนไปนับแต่นั้นเป็นต้นมา  พ่อขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระพรประการนั้น และพ่อคงจะต้องบอกอีกว่า แม้ว่าพ่อจะไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์จึงทรงทำเช่นนั้นก็ตาม”

          (7.2) คุณพ่อจอห์นยังได้บันทึกประสบการณ์แห่งความสุขใจ ขณะที่ท่านได้ประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณไว้อีกว่า “ในบทข้าแต่พระบิดา ขณะที่ทุกคนประสานมือกันและขับร้อง ในบัดดลนั้น ส่วนที่งดงามที่สุดได้สัมผัสจิตใจของพ่อ จนพ่อกล่าวบทข้าแต่พระบิดานั้นออกมาไม่ได้ เพราะความตื้นตันใจ”

          “จากนั้น ก็มาถึงช่วงเวลาของการรับศีลมหาสนิท บรรดาสัตบุรุษต่างก็ก้าวเข้ามารับศีลฯ ไม่ว่าจะเป็นคุณตาคุณยายพร้อมไม้เท้ายันกายของท่าน บรรดาพ่อแม่จูงลูกอุ้มหลานเข้ามารับศีลมหาสนิท ในบัดดลนั้น เป็นอีกครั้งหนึ่งท่ามกลางบุคคลดังกล่าวเหล่านี้ บรรยากาศแห่งปีติสุขได้ท่วมท้นล้นจิตใจของพ่ออย่างเต็มที่ พ่อรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก จนมิอาจจะกล่าวข้อความธรรมดา ๆ ที่ว่า ‘พระกายพระคริสตเจ้า’ ออกมาได้”

          (8) พี่น้องสมาชิกคณะธรรมทูตไทยครับ ถ้าจะให้พ่อนำเสนอเรื่องราวของคุณพ่อจอห์น อีแกน ต่อไป ก็คงจะมีให้พูดคุยกันได้อีกมาก  ประสบการณ์ของพวกเราบางคน ก็อาจจะต่างจากบรรดาอัครสาวกในชุดแรกที่พ่อได้ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง  พวกเราบางคนจะมีลักษณะแบบคุณพ่อจอห์น อีแกน และอัครสาวกอื่นอีกบางท่าน ที่ไม่ตื่นเต้น เร้าใจ โลดโผน แต่สดใสงดงาม

          ที่สำคัญคือทุกท่านทุกคนก็มีประสบการณ์ร่วมเดียวกัน คือ ทุกคนได้สัมผัสพระเมตตาและความรักของพระเจ้า และจากการสัมผัสประสบการณ์ดังกล่าวนั้น ทำให้ชีวิตของเราแต่ละคน “พลิกกลับ” แบบ 180 องศา จากแต่เดิมที่ดำเนินชีวิตเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของทั้งโลกจักรวาล กลับกลายเป็น “พระเจ้าองค์ความรัก” เข้ามาแทนที่ และเป็นศูนย์กลางชีวิตของเราแต่ละคน  พระองค์สำคัญสูงสุด และอยู่เหนือทุกสิ่ง ทุกคน รวมทั้งน้ำใจของเราเองด้วย

          ขอให้การฟื้นฟูจิตใจและการประชุมใหญ่คณะธรรมทูตไทยครั้งนี้ รวมถึงการเลือกตั้งอธิการเจ้าคณะธรรมทูตไทยของพวกเรา เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นไปเพื่อความดีส่วนรวมของคณะฯ และของพระศาสนจักรท้องถิ่นทุกแห่งที่คณะธรรมทูตไทยเข้าร่วมพันธกิจประกาศข่าวดี  เพื่อให้พันธกิจ “ประกาศข่าวดีแห่งความรักของพระเจ้า” สัมผัสจิตใจของผู้คนที่พวกเราปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ให้พวกเขาเชื่อมิใช่เพียงว่ามีพระเจ้าเท่านั้น และทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ  แต่เชื่อด้วยว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์ความรัก และทรงพระเมตตาหาขอบเขตมิได้ เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน  อาแมน

เอกสารเกี่ยวกับงานแพร่ธรรม

เว็บบล็อกวัดในความดูแล

TMS Facebook page

วิดีโอ 25 ปี คณะธรรมทูตไทย

รายการ Power of Love การทำงานแพร่ธรรมกับกลุ่มชาติพันธ์ ของศูนย์คาทอลิกแม่จัน เชียงราย

รายการ Power of Love เปิดเสกวัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ แม่สาย

Power of Love in Cambodia ธรรมทูตไทยในกัมพูชา ตอนที่ 1

Power of Love in Cambodia ธรรมทูตไทยในกัมพูชา ตอนที่ 2

Power of Love in Cambodia ธรรมทูตไทยในกัมพูชา ตอนที่ 3

สถิติผู้เข้าชม

Today17
Yesterday20
Week119
Month385
All29467

Currently are 4 guests and no members online


Kubik-Rubik Joomla! Extensions